CSR มีความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง

ภาพวิกฤตการณ์น้ำท่วม  ชาวนาร้องไห้ที่เห็นผืนนาจมน้ำ เงินแสนจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา

ภาพของชาวบ้านที่ลอยคออยู่ในน้ำ เพื่อมารอรับความช่วยเหลือ

ชาวบ้านนับแสนนับล้าน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม บางคนเครียดอยากฆ่าตัวตาย

ขณะที่การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเชื่องช้า

ภาพวันนี้กลายเป็นว่า  บทบาท “ภาคเอกชน” หรือ “ภาคธุรกิจ”  กลายเป็น “ฮีโร่”ในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม บทบาทโดดเด่นมากกว่า รัฐบาล” และ “เอ็นจีโอ”

ปัญหาที่น่าคิดต่อมาคือ เราจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างไร แค่บริจาคเงิน หรือ กระโดดเข้าไปช่วยเหลือ หรือ แค่มองดูความเดือดร้อนของชาวบ้าน ?

นายอนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้สัมภาษณ์กับ “มติชนออนไลน์” ถึงการสะท้อนภาพการทำกิจกรรมเพื่อสังคม(Corporate Social Responsibility) หรือ CSR   ในวิกฤตน้ำท่วม  อย่างน่าสนใจ  และเราเชื่อว่านี่คือ การจุดประกายและเปลี่ยนมุมมองการช่วยเหลือได้อย่างดี   

“ปกติแล้วในความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติต่างๆ หรือปัญหาของมวลชน จะต้องวิ่งไปหารัฐ ต่อด้วยเอ็นจีโอ มูลนิธิในกำกับของรัฐ แต่ปัจจุบัน พอเกิดความเดือดร้อน กลับกลายว่า ทุกคนวิ่งเข้าหาองค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กลายเป็นความคาดหวังใหม่ จนทำให้รัฐและเอ็นจีโอถูกมองข้าม”


ขณะเดียวกัน จากเดิม CSR ก็เป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือแบบจิตอาสา เป็นการให้แค่เปลือกนอก แม้จะตอบโจทย์ไม่ครบ แต่ก็ตอบสนองสังคมได้ และจากการนำรูปแบบของ CSR จากอเมริกาหรือยุโรปมาใช้ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะการให้น้ำหนักต้องขึ้นอยู่ที่ว่าสังคมไทยต้องการอะไร การพัฒนาต้องเป็นไปในทิศทางไหนด้วย ซึ่งองค์กรธุรกิจจะมุ่งดูแลสินค้าของตัวเองอย่างเดียว โดยไม่สนใจปัญหาสังคมก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน เพราะเบื้องลึกแล้ว ทุกสิ่งสัมพันธ์กันหมด ยิ่งในปัจจุบันบ้านเรามีภัยพิบัติเยอะ

ตรงนี้กลายเป็นความสำเร็จของธุรกิจส่วนหนึ่ง เพราะการช่วยเหลือในรูปแบบใดก็ต้องให้ความสำคัญทั้งภายนอกและภายใน และต้องทำควบคู่กันไปด้วย และผลของการช่วยเหลือในรูปแบบของ CSR ที่เกิดขึ้นในบ้านเรากลายเป็นความคาดหวังใหม่ มองข้ามรัฐและเอ็นจีโอ จนสุดท้ายรัฐและเอ็นจีโอกลายเป็นพระรอง ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงขององค์กรธุรกิจ ที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสในการตอบสนองสังคม แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์


องค์กรธุรกิจตอบสนองได้ดีกว่ารัฐ-เอ็นจีโอ


นอกจากนี้ นายอนันตชัย ยังกล่าวกับ “มติชนออนไลน์” อีกว่า ในบรรดาการให้ความช่วยเหลือ องค์กรธุรกิจ สามารถขับเคลื่อนได้ดีกว่าภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกำลังเงิน บุคลากร ที่สามารถขับเคลื่อนได้ดีกว่า ซึ่งการให้ความช่วยเหลือนั้น เดิมไม่ได้อยู่ในกรอบคิด แต่พอ CSR เข้ามามีบทบาท ก็เลยทำให้การร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ เข้ามายังองค์กรธุรกิจ องค์กรธุกิจจะทำก่อน แล้วรัฐหรือเอ็นจีโอจะเข้ามาช่วยตามมา แน่นอนว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น คนก็ต้องวิ่งเข้าหาองค์กรธุรกิจก่อน

อีกมิติหนึ่งก็คือเมื่อก่อน องค์กรธุรกิจกับเอ็นจีโอ เสมือนเป็น “นกคนละฟ้า ปลาคนละน้ำ” ไม่เอากันเลย แต่ทุกวันนี้ ถ้าไม่ฟ้าเดียวกันก็คงไม่ไหว นั่นก็หมายความว่า ต้องเป็นยุคของการสร้างความร่วมมือ เดินไปด้วยกันได้ ต้องไม่คิดว่าเป็นการแย่งบทบาทกันทำงาน ถ้าองค์กรธุรกิจอยากจะช่วยก็ต้องปล่อยไป เพราะแง่หนึ่งองค์กรธุรกิจเป็นตัวการค้ำขาเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐและเอ็นจีโอก็ค้ำขาสังคมไว้ แล้วเราจะทำอย่างไรให้ 3 องค์กรนี้ไปด้วยกัน ให้กลายเป็น CSR ในยุคที่ 3 ที่เป็นการยกอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ยุคแรกเป็นการทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียว ยุคที่ 2 เริ่มมีการพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบเพิ่มเข้ามาในตัวองค์กร

เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ควรรังเกียจการบริจาค แต่ต้องให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออกก็บริจาค หรืออย่างมากก็แค่จิตอาสา แม้การรับบริจาคจะมีความต้องการอยู่ก็ตาม แต่เราควรเรียนรู้ว่า จะทำอย่างไรให้สังคมดีขึ้น


CSR ต้องการทั้งนักคิดและนักปฏิบัติ


จากการวิจัยถึงบทบาทและสถานะความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจประเทศไทย ที่ทำร่วมกับสำนักทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ นายอนันตชัย กล่าวว่าบ้านเรายังต้องการพัฒนาในอีก 2 รูปแบบ แบบแรกคือการให้บริการที่ดี นั่นหมายความว่า สังคมยังต้องการสิ่งของที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งในยามปกติและในยามที่เกิดภัยพิบัติ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะบอกว่า ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม คำถามก็คือ เขาจะมีชีวิตรอดไปถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับการบริจาคก่อน ในทางกลับกัน ถ้าบริจาคเรื่อยๆ ทั้งที่ตั้งตัวได้ หรืออยู่ในระยะฟื้นฟูแล้ว ก็ไม่ควร


แบบที่สอง ก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดการเปลี่ยงแปลงโครงสร้างของสังคม ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการตัดสินใจ วิธีคิด พฤติกรรม ซึ่ง CSR สามารถทำได้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิม ๆ ถ้าบริจาคอย่างเดียว ปีหน้าก็ต้องให้อีก สุดท้ายก็ไม่เกิดความยั่งยืน นานๆ เข้า ก็เกิดความชาชินกับภัยพิบัติ เพราะเคยรับการช่วยเหลืออย่างเดียว ซึ่งจะต้องให้ทั้ง 2 ส่วน ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน


มากกว่านั้น บ้านเราต้องการ CSR ทั้ง 4 แบบ ในที่นี้ก็คือ แบบแรก ที่เป็นการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แบบที่ 2 การดูสาเหตุของการเกิดปัญหา แบบที่ 3 การดูแลปัญหา  และแบบที่ 4 การรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ แล้วประมวลออกมา แต่วันนี้เรามีแค่คนที่ให้การช่วยเหลืออย่างเดียว ถ้าเรามีทั้ง 4 แบบบอกได้ว่า บทบาท CSR มีพลังในตัวของมันเอง ยิ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ที่มีความสามารถ และมีเครื่องมือพร้อมกว่า  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า CSR ทั้ง 4 แบบ มีกำลังในการขับเคลื่อนไม่เพียงพอ ยิ่งมีปัญหามาก คนคนเดียวจะไม่สามารถช่วยได้ ซึ่งต้องการความร่วมมือ  CSRทุกแบบต้องการความช่วยเหลือ ร่วมกันศึกษาและหาทางช่วยกันแก้ไขต่อไป


ฉะนั้น CSR ต้องการทั้งนักคิดและนักปฏิบัติ เพราะจริงๆ แล้ว CSR ไม่ได้มองเฉพาะผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างเดียว ถ้ามองว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ต้องให้การช่วยเหลือด้วยการบริจาคสิ่งของที่วัดจำนวนได้ นั่นจึงเป็นเพียงผลที่ได้เป็นตัวปริมาณเท่านั้น แต่ตรงนี้ก็ไม่เพียงพออยู่ดี เพราะการแก้ปัญหาเป็นเพียงการบรรเทา แต่ยังไม่ลึกว่า จะทำอย่างไรให้ภัยพิบัติลดน้อยลง ถ้าบอกว่าคุมไม่ได้ แต่เราสามารถบอกถึงการเตรียมพร้อมและการแก้ไขได้ในระยะยาวได้ ตรงนี้การทำ CSR ในบ้านเรายังไปไม่ถึง ซึ่งองค์กรธุรกิจจะต้องหาข้อมูลตรงนี้ด้วย โดยหาได้จากองค์กรรัฐหรือเอ็นจีโอ เพื่อเป็นการนำ CSR เข้าไปช่วยเหลือที่นอกเหนือจากการบรรเทาความเดือด หรือเรียกได้ว่า เป็นการช่วยเหลือในระดับโครงสร้าง 


การบริจาคเงินช่วยน้ำท่วมขององค์กรธุรกิจ


นายอนันตชัย กล่าวว่า ถ้าการบริจาคมีขั้นต่ำ ขั้นสูง เมื่อเทียบกับยอดขายหรือกำไร ตรงนี้ มองว่าไม่ได้เป็นข้อจำกัด และเชื่อว่าการบริจาคเยอะๆ แล้วจะดีเสมอไป เพราะการบริจาคแค่สะท้อนความพร้อมในการสนับสนุน แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงลึกได้  จึงต้องกลับมาดูจุดนี้ด้วย ส่วนในแง่ของการบริหารจัดการ ก็มีส่วนสำคัญ เนื่องจาก ในบางพื้นที่จัดการไม่ได้  องค์กรธุรกิจอย่างเดียวก็ดูแลไม่ได้เช่นกัน จึงต้องอาศัยหน่วยงานรัฐและชาวบ้าน มาเป็นตัวช่วย เช่นเดียวกับ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็ต้องให้ความร่วมมือ บางที่มีการออกแบบในการจัดการที่ดี มีการจัดลำดับฐานะในการรับของบริจาค


ปัญหาสำคัญก็คือ รูปแบบการทำ CSR ที่เป็นแบบคิดวิเคราะห์ แล้วประมวลผล บางองค์กรไม่อยากทำ ทั้งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะมองไม่เห็นภาพ เห็นภาพไม่ชัดเจน แต่ทั้งนี้สามารถทำให้ชัดได้ เพราะจะต้องทำให้ CSR เป็นแบบการบูรณาการ หรือเข้าไปในโครงสร้างปัญหา เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการศึกษา และยังมีข้อถกเถียงเยอะมาก มากว่านั้น การทำ CSR ลักษณะดังกล่าว สามารถทำให้ดังได้ เช่น การทำให้คนตระหนักถึงปัญหา แล้วสร้างตรงนี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

อีกอย่า

งที่เป็นประเด็นทำให้ไม่มีใครอยากอาสามาทำ CSR แบบคิดวิเคราะห์ เนื่องจากบางครั้งก็เป็นเรื่องลำบากใจสำหรับคนทำ เพราะถ้าภัยพิบัติครั้งนี้ มองว่าเกิดมาจากคนกลุ่มหนึ่ง การทำให้คนกลุ่มนี้ยอมรับ ก็จะเป็นการเสี่ยง สร้างศัตรู หรือบอกแล้วไม่มีใครเชื่อ ก็เลยทำให้ไม่มีใครอยากมาทำ ซึ่งถ้าทำได้จะยั่งยืนกว่า ถามว่ารัฐทำได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ แต่ไม่มีกำลังพอ แต่ก็มีช่องทางถ้าองค์กรธุรกิจไม่กล้าทำเพราะกลัว ก็ไปส่งเสริมรัฐหรือเอ็นจีโอให้เข้าไปสำรวจหรือดำเนินการแทน โดยที่องค์กรธุรกิจไม่ต้องทำเอง


ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า CSR มีความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม มีบทบาทและมีความจำเป็น ที่ไม่ใช่แค่การให้ความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมองให้ลึก ยิ่งถ้าไม่ได้พูดถึงการฟื้นฟู สุดท้ายการช่วยเหลือ ก็เปรียบเสมือนเทศกาล พอเกิดปัญหาทีก็เข้าไปช่วยเหลือที ซึ่งบ้านเราได้บทเรียนตรงนี้มาเยอะแล้ว

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *