ลูกสาวเผด็จการโลก”สตาลิน” สิ้นชีวิตแล้ว

ลูกสาวเผด็จการโลก”สตาลิน” สิ้นชีวิตแล้ว หลังป่วยมะเร็งลำไส้ เผยชีวิตสุดระหกระเหิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางสเว็ตลาน่า สตาลิน่า ลูกสาวคนเดียวของโจเซฟ สตาลิน เผด็จการโลกแห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งได้แปรพักตร์ไปอยู่สหรัฐ และกลายเป็นนักวิจารณ์รัฐบาลสหภาพโซเวียต ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยอายุ 85 ปี ภายหลังป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่บ้านพักในเมืองริชแลนด์ เซ็นเตอร์ รัฐวิสคอนซิน

รายงานระบุว่า ชีวิตของลูกสาวสตาลินผู้นี้ เต็มไปด้วยความซับซ้อน หลังจากต้องใช้ชีวิตอย่างระหกระเหินมาหลานทศวรรษ โดยเธอได้เคยเปลี่ยนชื่อ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใช้ชื่อว่า อัลลิลูเยยา ซึ่งเป็นนามสกุลของมารดาเธอ ภายหลังสตาลินผู้พ่อเสียชีวิตเมื่อปี 1953 และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเมื่อปี 1970 ด้วยชื่อว่า ลานา ปีเตอร์ส และได้แต่งงานกับสถาปนิกชาวอเมริกัน เป็นช่วงสั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม มองกันว่า เธอไม่เคยก้าวพ้นจากเงาของบิดา ครั้งหนึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า สตาลินทำลายชีวิตเธอ เพราะไม่ว่าเธอจะเดินทางไปไหน ชื่อของพ่อเธอก็จะติดตัวเธอไปราวกับเธอเป็นนักโทษของเขา นอกจากนี้ เธอยังบอกว่า พ่อของเขาเป็นคนเรียบง่าย แต่หยาบคาย และชั่วร้าย อย่างตรงไปตรงมา โดยเขาไม่มีสิ่งใดที่ซับซ้อนเลย

รายงานระบุว่า สเว็ตลาน่า เป็นที่รู้จักกันในนาม “เจ้าหญิ่งแห่งเครมลิน” เพราะเธอเคยเป็นคนดังตั้งแต่วัยเยาว์ในสหภาพโซเวียต และมีครอบครัวโซเวียตหลายพันครอบครัวตั้งชื่อลูกสาวตามชื่อเธอ ส่วนในด้านชีวิต ก็เต็มไปด้วยความไม่ยั่งยืน โดยเมื่ออายุ 17 ปี เธอตกหลุมรักหนุ่มสร้างหนังและนักเขียนยิวที่แก่กว่า แต่ถูกพ่อกีดกันและส่งตัวไปยังค่ายแรงงานในไซบีเรีย ก่อนจะเอาชนะบิดาได้ในชีวิตรักครั้งที่สอง ได้แต่งงานกับเพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมอสโก เมื่อปี 1945 และหย่าร้างเมื่อปี 1947 หลังจากมีทายาทด้วยกัน 1 คน และต่อมาในปี 1949 สเว็ตลาน่า ได้แต่งงานใหม่กับนายยูริ ซาห์อานอฟ ลูกชายของมือขวาสตาลิน และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ก่อนจะหย่าร้าง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังสตาลินเสียชีวิต สเว็ตลาน่า ได้สูญเสียอภิสิทธิ์ในฐานะลูกสาวผู้นำทรงอิทธิพลของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่โซเวียตปฎิเสธที่จะให้เธอแต่งงานกับชายชาวอินเดียผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ได้อยู่กินกัน และทางการรัสเซียอนุญาตให้เธอสามารถนำอัฐของฝ่ายชายไปยังอินเดียได้ และเธอได้หลบหนีสายลับรัสเซียเข้าไปซ่อนตัวในสถานทูตสหรัฐในอินเดีย ก่อนจะลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐ ซึ่งเธอได้ประณามรัฐบาลโซเวียตทันที และสามารถขายเรื่องราวชีวิตของเธอเป็นหนังสือ ได้เงินค่าลิขสิทธิ์ตีพิมพ์เป็นจำนวน 2.5 เหรียญสหรัฐ

ต่อมา ในปี 1984 เธอได้กลับไปยังกรุงมอสโก และได้ประณามตะวันตกว่าเธอถูกซีไอเอหลอกใช้ ก่อนที่เธอจะกลับไปสหรัฐอีกครั้ง และใช้ชีวิตระหกระเหินเดินทางเรื่อยจากสหรัฐไปอังกฤษ ฝรั่งเศส กระทั่งสวิตเซอร์แลนด์

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *