ธุรกิจเด้งรับเลือกตั้ง คาดเงินสะพัด สื่อโฆษณา-ขนส่ง-เหล้าเบียร์ “อีสาน”สุดฮอต จ่อหมื่นล้าน

การเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม  ถูกจับตาว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ดุเดือดรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะเดิมพันคือการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ล่าสุดจาการสำรวจธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งพบความเคลื่อนไหวที่น่า สนใจ ดังนี้

ส.โฆษณาฯชี้เงินสะพัด

นายชัยประนิน วิสุทธิผล นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งในช่วงกลางปีนี้คาดว่าจะมีผลต่อเม็ดเงินที่จะเข้ามาหมุนเวียนใน ธุรกิจโฆษณาในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขมูลค่าของโฆษณาพรรคการเมืองและเลือกตั้ง ผ่านสื่อโฆษณาทั้งหมดได้ เพราะธุรกิจโฆษณาจะได้รับอานิสงส์ทางอ้อมมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นปัจจัยบวกอย่างหนึ่งของ ธุรกิจโฆษณาในปีนี้

นอกจากนี้ ยังคาดว่าการเลือกตั้งจะทำให้สินค้าและบริการต่าง ๆ หันมาทำโฆษณาและโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงดังกล่าวกันเพิ่มมาก ขึ้น และหากบวกกับเป็นช่วงไฮซีซั่นของสินค้าหลาย ๆ กลุ่มจะยิ่งทำให้บรรยากาศของการโฆษณามีความคึกคักยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับที่นายพอล กิ๊บปินส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มายด์แชร์ ประเทศไทย กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ผลักดันเม็ดเงินโฆษณาไตรมาสแรกให้เติบโต มาก โดยมีการใช้งบฯโฆษณาเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากถึง 52% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในช่วงใกล้เลือกตั้ง ประมาณเดือนพฤษภาคม

ในส่วนของสื่อโทรทัศน์ นายธนวัฒน์ วันสม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาพรรคการเมืองและเลือกตั้งเข้าสู่ตลาดโฆษณาสื่อ ทีวีหลายร้อยล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาจากสินค้าต่าง ๆ อีกจำนวนมากที่น่าจะหันมาทุ่มงบฯทำการตลาดเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงที่ มีการเลือกตั้ง

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลดีต่อสื่อในเครือข่ายของ อสมท เพราะทาง อสมท จะมีความร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ในการทำแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์การเลือกตั้ง และการใช้พื้นที่โฆษณาของพรรคการเมืองต่าง ๆ คาดว่า อสมท จะมีรายได้จากการใช้สื่อในช่วงเลือกตั้งปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท”

อีสานคาดว่าจะมีเงินสะพัด 5,000-10,000 ล้านบาท

นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการสภาหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงก่อนเลือกตั้งในภาคอีสานคาดว่าจะมีเงินสะพัด 5,000-10,000 ล้านบาท เนื่องจากทุกพรรคให้ความสำคัญภาคอีสานมาก เพราะหากใครได้ ส.ส.มากเท่าไรก็มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ทุกพรรคจึงนำเงินมาใช้จ่ายทั้งประชาสัมพันธ์ ติดตั้งป้ายโฆษณา บริหารจัดการทีมงานหัวคะแนนและให้เงินดูแลรายเดือน ส่งผลให้บางธุรกิจได้รับอานิสงส์ อาทิ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจขนส่ง และรถยนต์ เพราะจะออกรถยนต์ให้หัวคะแนน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการหาเสียง จะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เป็นเพียงชั่วคราว


บิลบอร์ดขานรับ คาดโต 20%

นายสุรเชษฐ์ บำรุงสุข ผู้จัดการ บริษัท คินเนติค เวิล์ดไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทวางแผนและซื้อโฆษณาสื่อนอกบ้าน กล่าวว่า การเลือกตั้งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านเติบโตเพิ่ม ขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะป้ายบิลบอร์ดที่คาดว่าจะทำให้สื่อน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 15-20% ในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเห็นพรรคการเมืองบางพรรคเริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้ว อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เริ่มใช้สื่อโฆษณาในรูปแบบดิจิทัลสกรีนตามทำเลสำคัญของกรุงเทพฯออกมาเป็น ระยะแล้ว

ด้านนายนพดล ตัณศลารักษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสเตอร์แอด จำกัด ผู้ประกอบการสื่อโฆษณานอกบ้านรายใหญ่ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ปีที่มีการเลือกตั้งนั้น ผู้ประกอบการป้ายโฆษณาจะไม่ค่อยได้รับอานิสงส์มากนัก เนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะมีแหล่งผลิตป้ายโฆษณาของตัวเองอยู่แล้ว มีส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมาใช้ป้ายโฆษณาของผู้ประกอบการทั่วไป จึงไม่ถือเป็นสาระสำคัญของธุรกิจแต่อย่างใด

“ส่วนงบฯก็มีค่อนข้างจำกัด และส่วนใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ใช้วิธีขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ประกอบการป้ายในการช่วยกันโฆษณาประชา สัมพันธ์การเลือกตั้งในภาครวม ซึ่งผู้ประกอบการก็ให้ความร่วมมือโดยนำป้ายโฆษณาที่ยังว่างอยู่ทำโฆษณาเลือก ตั้ง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อกำหนดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดว่า ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะใช้เงินในการหาเสียงได้คนละ 1.5 ล้านบาท และจากการเลือกตั้งครั้งนี้ที่จะมีจำนวน ส.ส.ได้ 500 คน( แบบเขต 375 และสัดส่วน 125 ) สมมติหากมีผู้สมัครชิงตำแหน่งส.ส. เขตเพียง แค่  2,000 คน ก็จะมีเงินสะพัดกว่า 3,000 ล้านแล้ว

“เหล้า-เบียร์” ขยับรับ ส.ส.ลงพื้นที่

นายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด เดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่กล่าวในเรื่องนี้ว่า จากประสบการณ์พบว่าช่วงการเลือกตั้งจะมีเม็ดเงินสะพัดเข้ามาในระบบจำนวน หนึ่ง และจะช่วยให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยมีความคึกคักมากขึ้น และอาจจะกินเวลานานถึง 4-5 เดือน ซึ่งส่งผลดีกับธุรกิจค้าปลีกโดยรวม แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละค่ายจะนำกลยุทธ์การตลาดอะไรออกมาใช้เพื่อดึงเม็ด เงินดังกล่าว

เช่นเดียวกับตลาดเหล้าเบียร์ นายฉัตรชัย วิรัตนโยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ข่าวการเตรียมยุบสภามีความชัดเจน ซึ่งตอนนี้รอเพียงการกดปุ่มประกาศยุบสภา ที่ผ่านมานักการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต่างก็เริ่มมีการลงพื้นที่เพื่อหาเสียงล่วงหน้า และส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งเบียร์-เหล้า เริ่มมีความคึกคักขึ้น และมีตัวเลขยอดขายโดยรวมดีขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเริ่มมีเม็ดเงินสะพัดเข้ามาในระบบจำนวนหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันก็มีการใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากเบียร์เหล้าที่ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินดังกล่าว สินค้าอื่น ๆ ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วยเช่นกัน

คาดว่าเม็ดเงินจากการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลให้บรรยากาศ การจับจ่ายใช้สอยมีความคึกคักขึ้น และจะเป็นผลดีกับตลาดหรือสินค้าหลาย ๆ อย่างไปจนถึงหลังการเลือกตั้ง

ขณะที่ ดร.วิชิต เพียวพงษ์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย บริษัท จีเอฟเค รีเทล แอนด์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทวิจัยและสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าในส่วนรีเทล กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปีนี้ยังคงขยายตัว ทั้งกลุ่มภาพและเสียง (เอวี) เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (เอชเอ) และไอที คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10% โดยมีปัจจัยบวกหลายอย่าง อาทิ อสังหาริมทรัพย์ขยายตัวทั้งโครงการเปิดใหม่และโครงการเก่าที่ยังขายไม่หมด โดยเฉพาะคอนโดฯ รวมถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ที่จะเข้ามาสร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนสะพัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้ากล้องดิจิทัล โทรศัพท์มือถือ รวมถึงทีวี ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่, การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายก็เป็นแรงกระตุ้นตลาดให้ขยายตัว

(ข้อมูล มติชน ประชาชาติธุรกิจ )

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304260558&grpid=01&catid=&subcatid=

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *