“จิม คาวีเซล” ยอมรับชีวิตนักแสดงดับวูบหลังรับบท “พระเยซู”

การรับบทบาทบางบทอาจทำให้เป้นภาพติดไปตลอด นักการเมืองท้องถิ่นบางคนวางภาพตนเป็นคนซื่อสัตย์ และเป้นคนมีคุณภาพ ทั้งที่ไม่จบจากสถาบันที่มืชื่อเสียง บางคนตระหนี่ขี้เหนียวแต่วางตนเป็นคนซื่อสัตย์ บางคนค้านหลายเรื่องมากเกินไปจนคนดูแล้วเป็นคนถ่วงการพํฒนา การแก้ภาพลักษณ์ ที่เขาเรียกว่า re-band ในท้องถิ่นอาจไม่ใข่เรื่องง่าย ภาพลักษณ์บางอย่างสมัยหนึ่งอาจดี แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนอาจไม่ดีก็ได้ เข่น บางคนเป็นนักอนุรักษ์ นานไปคนส่วนใหญ่อาจติดว่าเป็นจัวถ่วงหรือบ้าก็ได้ บางคนมีภาพชอบทำโครงการณ์เ ตอนแรกชาวบ้านไม่ชอบนานไปชาวบ้านว่า มันเก่งนิหางบมาพัฒนาท้องถิ่น

ข่าวต่อไปนี้น่าสนใจ“จิ ม คาวีเซล” ยอมรับว่าการสวมบทบาทเป็น “พระเยซู” ในหนังดัง Passion of the Christ ของ “เมล กิ๊บสัน” เมื่อ 7 ปีก่อน กลายเป็นสิ่งที่ทำให้อนาคตในวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะในฮอลลีวูดของเขาดับวูบลงโดยทันที แต่ก็เป็นสิ่งที่นักแสดงหนุ่มวัย 43 ปี ยืนยันว่าไม่เคยนึกเสียใจในเรื่องนี้เลย

ก่อนที่จะรับบทนำเป็น “พระเยซู” นักแสดงหนุ่ม รครีร เคยเป็นดาราหนุ่มผู้มีอนาคตสดใส มีผลงานเด่นอย่างหนังเรื่อง Frequency และ The Thin Red Line จนกระทั่งเขาได้รับบทนำในหนังสุดดังสุดอื้อฉาว Passion of the Christ ชีวิตนักแสดงของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

ซึ่งล่าสุด คาวีเซล ได้เล่าถึงผลกระทบจากการรับงานแสดงครั้งนั้นให้กับทุกคนได้รับฟังกันอีกครั้ง ในการขึ้นพูดที่ First Baptist Church of Orlando เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

คาวีเซล กล่าวว่าผู้กำกับดัง เมล กิ๊บสัน ได้ถามย้ำกับเขา ถึงความมั่นใจในการแสดงนำในหนังเรื่องนั้น ว่ามันอาจจะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงก็ได้ “เขาพูดว่า ‘คุณอาจจะไม่มีงานในวงการนี้อีกเลยก็ได้นะ’ ซึ่งผมก็ตอบเขาไปว่า ‘เราทุกคนต้องแบกรับบาปของตัวเอง’

คาวีเซล ยอมรับว่า กิ๊บสัน เตือนเขาหลายครั้งว่าการแสดงหนังเรื่องนี้ อาจจะทำให้อาชีพในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดต้องดับวูบลงไปเลยก็ได้ “วันต่อมาเขาก็ยังพูดอีกว่า ‘ผมอยากจะบอกคุณอีกครั้งนะ ว่าคุณกำลังจะเดินทางไปสู่เส้นทาง ที่อาจจะทำให้ไม่ได้งานอีกเลยก็ได้’ เขาพูดแบบนี้อย่างเปิดเผยอีกหลายครั้งครับ ซึ่งผมก็บอกเขาเหมือนเดิมว่า ‘เมล นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อ เราทุกคนต้องแบกรับกางเขน แบกรับการกระทำของตัวเอง ถ้าเราไม่ทำ น้ำหนักมหาศาลของมันก็จะกดทับเราเอาไว้จนย่อยยับ เพราะฉะนั้นปล่อยวางซะแล้วทำมันเถอะ’ แล้วเราก็เริ่มต้นถ่ายทำหนังกันเลย”

ซึ่งก็เป็นอย่างที่ เมล กิ๊บสัน ได้คาดการณ์เอาไว้ เมื่อ Passion of the Christ ที่ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 600 ล้านเหรียญฯ ถูกวิจารณ์และโจมตีอย่างหนักว่ามีเนื้อหา “เหยียดชาวยิว” จากเนื้อเรื่องที่หลายคนตีความว่า กล่าวหาว่าชาวยิวมีส่วนต่อการถูกตรึงกางเขนของพระเยซู จนกลายเป็นสิ่งที่มีผลกับอาชีพนักแสดงของ คาวีเซล ที่เขากล่าวว่าตนเองถูก “ปฏิเสธจากวงการของตัวเอง” วงการภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูงเป็นชาวยิว

หลังจาก Passion of the Christ แล้ว จิม คาวีเซล มีงานแสดงในหนังทริลเลอร์เล็ก ๆ Unknown, รับบทสมทบในหนังของ เดนเซล วอชิงตัน เรื่อง Déjà vu ขณะที่หนังซึ่งเขารับบทนำอย่าง Outlander และ The Stoning of Soraya M. เป็นงานจากทุนต่างประเทศ และไม่ได้เปิดเข้าฉายในวงกว้างที่สหรัฐฯ ด้วยซ้ำ

ถึงกระนั้นนักแสดงหนุ่มวัย 43 ปี ยังยืนยันว่าเขาตัดสินใจไม่ผิด “เราต้องยอมสละชื่อเสียง, สละความโด่งดัง หรือกระทั่งชีวิตเพื่อการพูดความจริง” คาวีเซล กล่าวกับผู้ชมในวันนั้น

คาวีเซล หนุ่มจากวอชิงตัน เป็นโรมันคาธอลิกมาตลอดชีวิต มีผลงานที่ว่าด้วยเรื่องราวของศาสนาและความเชื่อหลายชิ้น อาทิ The Passion of the Christ (2004), The Stoning of Soraya M. (2008), I Am David (2003), Bobby Jones: Stroke of Genius (2004) โดยเขายืนยันว่าใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นสิ่งชี้นำ ทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว ซึ่งเจ้าตัวเชื่อว่าการได้สวมบทบาทเป็นพระเยซู ในตอนที่มีอายุได้ 33 ปี นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และยังกล่าวติดตลกว่า ชื่อย่อ “J.C” ของเขาที่ไปพ้องกับคำว่า Jesus Christ ก็ยิ่งทำให้ผู้กำกับอย่าง เมล กิ๊บสัน รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเลย

“เรื่องราวของพระเยซูกลายเป็นที่ถกเถียงในตอนนี้ ไม่แตกต่างอะไรกับตอนที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่” คาวีเซล กล่าว “แทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย”

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *