ความรุนแรงใน’การเลือกตั้ง’มือปืน/รถถัง/ประท้วงงานวิจัย…’ประจักษ์ ก้องกีรติ’

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เชตวันเตือประโคน
          รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ชฉ 7777 กทม. พรุนไปด้วยลูกกระสุนจากปืนไม่ทราบชนิดร่องรอยที่ปรากฏอยู่บริเวณกระจกประตู ฝั่งคนขับ คาดหมายได้ไม่ยากเลยว่ามือปืนที่ก่อการณ์ครั้งนี้ต้องการที่จะเอาชีวิตของคน ขับ คือ ประชาประสพดีส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แต่โชคยังดีที่รอดชีวิตมาได้กระสุนไม่โดนจุดสำคัญ มีพลเมืองดีรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา
          และเหตุการณ์ล่า สุดเกิดขึ้นกลางกรุงอย่าง “ถนนข้าวสาร”เมื่อสุบรรณ จิระพันธุ์วาณิชนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี พี่ชายของ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ผู้สมัคร ส.ส.ลพบุรี เขต 2 พรรคภูมิใจไทยถูกลอบยิงเสียชีวิต ขณะที่ภรรยาและเลขานุการส่วนตัวได้รับบาดเจ็บ


          ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ “ความรุนแรงในการเลือกตั้ง”ที่เกิดขึ้น
          ในวันที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานเสวนาที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์…
          ประจักษ์ ก้องกีรติอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เปิดการบรรยายของตัวเองในหัวข้อ “ความรุนแรงในการเลือกตั้ง:มือปืน รถถัง และ   การประท้วง”ด้วยภาพตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุ กรณีลอบสังหารของนายประชา ที่เต็มไปด้วยรอยกระสุน
          ช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้ร่วมฟังการเสวนาได้เป็นอย่างดี
          หัว ข้อในการบรรยายนี้ ประจักษ์เล่าว่าข้อมูลมาจาก 2 ส่วน คือ จากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของตนเอง เกี่ยวกับความขัดแย้งและความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทย โดยได้เก็บทั้งสถิติเหตุการณ์ ทั้งในแง่ความเปลี่ยนแปลงของเวลาและสถานที่ ย้อนศึกษากลับไปตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเมื่อครั้งสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน
          กับอีกส่วนหนึ่งคือ งานวิจัยที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ให้ทุนสนับสนุน เฝ้าระวังการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ
          “การ เลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่สังคมสมัยใหม่ใช้ในการจัดการความขัดแย้งโดยสันติ หรือสืบทอดอำนาจทางการเมืองโดยสันติ ออกแบบมาว่าเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ก็จะมอบอำนาจกลับไปสู่ประชาชนแบบสันติหากแต่ว่าหลายๆ ครั้ง การเลือกตั้งกลับกลายเป็นชนวนของความรุนแรงเสียเอง จนเกิดคำศัพท์ทางวิชาการว่า “ความรุนแรงที่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้ง”หรือ “Electeral Violent”อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรื่องด้วยที่ไปที่มาของคำนี้
          ก่อนจะให้นิยามว่า…”ความ รุนแรงในการเลือกตั้ง หมายถึง การใช้หรือขู่ว่าจะใช้กำลังบังคับ ข่มขู่ เพื่อมุ่งหมายที่จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการเลือกตั้ง หรือการกระทำใดๆ ข้างต้นที่เกิดขึ้นในบริบทของการแข่งขัน ชิงชัยในการเลือกตั้ง อาจจะเป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งเช่น ความพยายามให้การเลือกตั้งล่าช้า ขัดขวางให้เสียกระบวน หรือเพื่อล้มผลการเลือกตั้ง และอาจถูกใช้เพื่อส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง”
          ซึ่งจากนิยาม สามารถสรุปได้สองจุดประสงค์ คือ 1.เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น และ 2.เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง
          สำหรับ ประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะเกิด “ความรุนแรงในการเลือกตั้ง”มี 3 ลักษณะคือ 1.ประเทศที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ 2.ประเทศที่มีประชาธิปไตย (แม้จะนานแล้ว) แต่ยังอ่อนแอ หรือเปราะบาง และ3.ประเทศที่เพิ่งผ่านสงครามกลางเมือง
          “ประเทศไทยเรามีความ เสี่ยงมาก เพราะเข้าข่ายทั้ง 3 ประเภทนี้”อาจารย์ประจักษ์กล่าวเสียงหนักแน่น นาทีนี้เองที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ที่อยู่ในห้องบรรยายวันนั้น
          ส่วน ใหญ่เห็นตรงกันอย่างที่อาจารย์หนุ่มว่า “เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ มีประชาธิปไตยนานแล้วแต่ยังอ่อนแอ และที่สำคัญคือเพิ่งผ่านความขัดแย้งครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สมัยใหม่มาโดยความขัดแย้งนี้ยังไม่จบ ทั้ง 2 ฝ่ายยังเผชิญหน้ากันอยู่ ไม่มีการคลี่คลาย การเลือกตั้งในสถานการณ์แบบนี้ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมาก”
          ความรุนแรงบางครั้ง ไม่จำเป็นต้องเลือดตกยางออก การข่มขู่ คุกคามบังคับให้คนตัดสินใจทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งก็เป็นความรุนแรงในการ เลือกตั้ง ซึ่งในทางวิชาการแล้ว ประจักษ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
          1.ความ รุนแรงเพื่อเอาชนะการแข่งขันการเลือกตั้งของคู่แข่งด้วยกันเอง รูปแบบหลักที่พบเจอคือ การลอบสังหาร สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมารูปแบบนี้เกิดขึ้นมากที่สุด
          2.ความ รุนแรงเพื่อล้มการเลือกตั้ง หรือแทรกแซงการเลือกตั้งให้บิดเบนไปจากเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่กระทำโดยผู้มีอำนาจรัฐ เช่น กองทัพ ตุลาการ ฯลฯ อย่างเช่น การรัฐประหารเมื่อวันที่11 กันยายน 2549 ก็เป็นความรุนแรงในการเลือกตั้ง เพราะเกิดขึ้นก่อนที่การเลือกตั้งจะมีขึ้น เป็นการจงใจล้มกระบวนการ
          และ 3 ความรุนแรงเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง มักเกิดขึ้นทีหลังโดยประชาชนผู้สนับสนุนพรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับผลการ เลือกตั้งนั้นโดยมองว่าไม่มีความโปร่งใส
          “กรณีของประเทศไทย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้ ยังเป็นความรุนแรงประเภทแรกเป็นหลัก คือยิงกันระหว่างคู่แข่งขัน แต่ว่ายังอยู่ในระดับควบคุมได้ และมาถึงวันนี้ รุนแรงน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะหลายคนบอกการเลือกครั้งนี้เดิมพันสูง ต้องมีมือปืนทำงานเยอะมา แต่จนถึงนาทีนี้ จริงๆ แล้วรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ เพียงแต่เราไม่ได้มีข้อมูลสถิติเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ พอเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเราก็คิดว่าครั้งนี้โหดมาก แต่จริงๆ ไม่ใช่”
          ประจักษ์ เปรียบเทียบประเภทความรุนแรงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยในการเลือกตั้งคราวนี้ให้ เห็นเป็น “เฉดสี”ขาว, เหลือง, ส้ม และแดง จากรุนแรงน้อยไปมากโดยลำดับอาจารย์หนุ่มบอกว่า ความรุนแรงประเภทแรกจัดว่าอยู่ในระดับสีเหลือง คือ ประเทศไทยนั้นไม่ใช่สีขาวแน่ๆ มีความรุนแรงอยู่ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งไม่ได้ หรือไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมโดย
          สิ้นเชิง
          “แต่ สำหรับความรุนแรงเพื่อล้มการเลือกตั้งหรือแทรกแซงการเลือกตั้ง ผมว่าน่ากลัวกว่าขอจัดให้อยู่ในระดับสีส้ม เพราะตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว เราลุ้นกันว่าจะยุบหรือไม่ยุบ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง มีการกำหนด วันเลือกตั้งแล้ว ก็ยังกังวลว่า จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นมีความตึงเครียดต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะกับบทบาทของกองทัพ”
          “ล่าสุด ยิ่งมีการพูดถึงอำนาจพิเศษที่จัดตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้ว ก็มีการคาดการณ์กันว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ทำให้กระบวนการเลือกตั้งเองไม่แน่นอน ผมคิดว่าเรื่องที่ใหญ่กว่านักการเมืองยิงกันคือเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเกิด
          ขึ้น จริงๆ จะเป็นชนวนไปสู่ความรุนแรงประเภทที่ 3 คือความรุนแรงในการประท้วง ซึ่งอาจบานปลายเป็นเหตุการณ์จลาจล” ประจักษ์กล่าว ก่อนจะทิ้งท้ายการบรรยายว่า…”อยากเชิญชวนประชาชนทุกคนออกไปเลือกตั้ง อย่าปฏิเสธการเลือกตั้ง ที่แม้จะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ก็เป็นประตูบานหนึ่งที่เปิดไปเพื่อแก้ปัญหา
          อื่นๆ ต่อ ถ้าเราปิดประตูบานนี้ หรือใครปิดประตูบานนี้ คนนั้นต้องรับผิดชอบต่อการที่จะทำให้เกิความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย อยากให้ทุกฝ่ายช่วยทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ บริสุทธิ์ยุติธรรมและสงบ”อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าคิด
          จับตาดูกันต่อไปสำหรับการเลือกตั้ง คราวนี้การเลือกตั้งซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่าง สันติ จะเป็นชนวนซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา หลายๆ ประเทศหรือเปล่า
          มั่นใจ คนไทยเกิน 1 ล้านคนไม่นิยมความรุนแรงในการเลือกตั้ง
          ความรุนแรงจากการเลือกตั้งในต่างประเทศ
          ปากีสถาน
          เบนาซีร์ บุตโตเป็นนักการเมืองของปากีสถานที่ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับความรุนแรงจากการเลือกตั้ง
          เหุตการณ์ นี้เกิดขึ้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2550 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2551 ขณะที่คะแนนเสียงของเธอกำลังได้รับความนิยม และมีสิทธิจะชนะการเลือกตั้งไม่ยาก
          หลังจากที่ เบนาซีร์ บุตโต เสร็จสิ้นการปราศรัยหาเสียงที่สวนสาธารณะ ลีอาคัต บากห์ ในนครราวัลพินดี ท่ามกลางผู้ร่วมฟังเรือนหมื่น ขณะกำลังเตรียมเดินทางกลับ ได้เกิดเหตุมือปืนบุกเดี่ยวยิงปืนเข้าใส่เธอ 2 นัด ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 20 รายส่วน “เบนาร์ซีร์ บุตโต” ได้รับบาดเจ็บหนัก ก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมาการเลือกตั้งทั่วไปของปากีสถานถูก เลื่อนออกไปอีกหลายเดือน
          และเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความเงียบเหงา มีผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยมาก เพราะต่างไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตนเอง
          ฟิลิปปินส์
          ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดความรุนแรงจากการเลือกตั้งบ่อยครั้ง
          ที่สุด
          ไม่ ว่าจะการเลือกตั้งระดับประเทศซึ่งเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงซึ่ง อยู่ในตำแหน่งวาระละ 6 ปีหรือการเมืองท้องถิ่น โดยในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง มีความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ตลอด มีผู้เสียชีวิตไม่เคยต่ำกว่าครั้งละ140 ราย
          เหตุการณ์น่าสลด ที่สุดเกิดขึ้นราวปลายปี พ.ศ.2552 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีในปีรุ่งขึ้น โดยเกิดเหตุคนร้ายติดอาวุธกว่า100 คน บุกปิดล้อมขบวนรถญาติๆ ของ เอสมาเอล มันกูดาดาตูนักการเมืองชื่อดังของ จ.มากูอินดาเนา ในกลุ่มนั้นมีทั้งทนายความนักสิทธิมนุษยชน รวมถึงผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่ตามขบวนไปด้วย ก่อนจะถูกสังหารหมู่เสียชีวิต 57 ศพ บนเกาะมินดาเนา ทางใต้ของฟิลิปปินส์
          นี่เป็นข่าวที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งโลก
          เป็นการสังหารนักข่าวรวมกันในคราวเดียวมากที่สุดในประวัติศาสตร์
          เป็นความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในฟิลิปปินส์
          อิหร่าน
          การ เลือกตั้งในอิหร่าน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 มาห์มูดอาห์มาดิเนจาดชนะการเลือกตั้ง โดยได้รับคะแนนเสียงร้อยละ62.63 ซึ่งมากกว่าคู่แข่งคือ เมียร์ ฮอสเซน มูซาวีที่ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 33.45
          มูซาวีออกมาประณามผลการเลือกตั้งครั่งนี้ โดยบอกว่ามีการโกงเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนที่สนับสนุนเขารวมแล้วกว่า 100,000 คนได้พากันออกมาประท้วงอย่างต่อเนื่อง เกิดเหตุจลาจลตามท้องถนนในกรุงเตหะราน ผู้ประท้วงบางกลุ่มปาก้อนหิน ทำลายทรัพย์สินตลอดจนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ
          กลุ่มผู้ประท้วงเชื่อว่าความพ่ายแพ้ของมูซาวี มาจากการที่การเลือกตั้งขาดความโปร่งใส
          เหตุการณ์ ประท้วงการเลือกตั้งครั้งนี้ ดำเนินต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนี้คือ ไซเอ็ดอาลี มูซาวีหลานชายวัย 35 ของเมียร์ ฮุสเซน มูซาวี
          เป็นอีกประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ของอิหร่าน

          บรรยายใต้ภาพ
          ประจักษ์  ก้องกีรติ
          ประชา  ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยถูกลอบยิง
          รัฐประหาร หนึ่งในรูปแบบความรุนแรงจากการเลือกตั้งในไทย

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *